แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

ผู้นำกับการ "บริหาร"

ผู้นำกับการ "บริหาร"

การบริหาร คือ การจัดขบวนการเพื่อให้สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ดี โดยผ่านผู้บริหาร ในภาษากรีกการบริหาร หมายถึง กัปตันเรือ หรือ ผู้ครอบครองเป็นคำเดียวกัน เพราะว่ากัปตันเรือมีหน้าที่ควบคุมดูแลและนำเรือไปให้ถึงจุดหมายปลายทางโดยปลอดภัย ดังนั้น กัปตันเรือย่อมต้องรู้เส้นทางเดินเรือและวิธีการควบคุมเรือให้ดีที่สุด รีลอย อิมส์ กล่าวว่า.การบริหารที่สำเร็จผลนั้น คือ

1. มีการวางแผนที่ดี

2. ทำงานนั้นด้วยความเต็มใจ

3. มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ว่า จะต้องเห็นความสำเร็จของงานที่ทำให้ได้

4. ต้องฟันฝ่าอุปสรรค และต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ

เมื่อเราบริหารเราต้องพึ่งการทรงนำไหม?

สิ่งนี้ผู้นำคริสเตียนที่เชื่อใหม่อาจยังไม่เข้าใจและสงสัยว่า เราควรจะเน้นชีวิตที่ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และการทรงนำ หรือความสามารถในการบริหารมากกว่ากัน ?

หากเราจะสังเกตุคุณสมบัติ 3 ประการที่พระคัมภีร์เน้นในการเป็นผู้บริหารงาน ในพระวัจนะของพระเจ้า ทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ดังนี้

พระคัมภีร์เดิม อพย.18:21

พระคัมภีร์ใหม่ กจ.6:3

1.มีความสามารถ

2.ยำเกรงพระเจ้า

3.ไม่กินสินบน

1.สติปัญญา

2.ประกอบ

3.ชื่อเสียง

ในที่นี้ ความเข้าใจในความสามารถ มี 2 ลักษณะ คือ

1. เป็นของประทานจากพระเจ้า หรือของประทานด้านบุคลิคภาพ ด้านภาระใจ ตามโรม 12:6-8 และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ ถ้าเป็นการบริจาค ก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง ผู้ที่ครอบครอง ก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ผู้ที่แสดงความเมตตา ก็จงแสดงด้วยใจยินดี

ดังนั้น เราต้องจัดคนให้ทำงานที่เหมาะกับของประทานของแต่ละคน

2. เป็นความสามารถเฉพาะตัว หรือตะลันต์ที่เรามี เช่น ทักษะการนำ ความสามารถที่เรียนรู้มา หรือเรียกว่าพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้ ซึ่งเกิดจากการฝึกฝน การเรียนรู้ จนอาจกลายเป็นพรสวรรค์ หรือพรแสวง

3. อย่าเน้นคนที่มีเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น

ก. ไม่เน้นชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ดี แต่มีความสามารถเท่านั้น

ข. ไม่มีความสามารถ แต่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณดีเท่านั้น

แท้จริง เราควรเน้นทั้ง 2 ด้าน แต่ถ้าหากไม่มีความสามารถ แต่มีชีวิตดี และยินดีที่จะเรียนรู้พัฒนาก็เป็นสิ่งที่ผู้นำควร พัฒนาบุคคลเหล่านี้อย่างจริงจัง



ผู้นำกับการเคลื่อนในการฟื้นใจดังแม่น้ำ

เวลานี้พวกเราที่เคลื่อนในแม่น้ำของพระเจ้า มีประสบการณ์ในการกระโดดลงในแม่น้ำ แห่งการเจิม การเยียวยา การทรงสถิตของพระองค์ลึกลงตามลำดับ เมื่อเรากระโดดลงไปในแม่น้ำแห่งชีวิตที่ไหลเข้ามาสู่ชีวิตคริสตจักรของเรา เราควรจะเข้าใจจุดประสงค์ของการดื่ม การก้าวลงไปในแม่น้ำของพระองค์

คำว่า แม่น้ำ ในพระคัมภีร์ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งเมืองและตั้งรกรากที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ยังใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ยอห์นใช้ในการรับบัพติสมา หรือนาอามานใช้จุ่มตัวเพื่อรักษาโรค (2 พกษ.5:14)

ในพระคัมภีร์เดิม แม่น้ำยูเฟรติสเป็นแม่น้ำสายพิเศษ และมักใช้คำว่า "The River" (เอสรา 4:10) มักถูกใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์กำหนดเขตแดนชาติอิสรา (ปฐก. 15:18; ฉธบ. 1:7) ถูกครอบครองในช่วงสั้น ๆ ในสมัยของดาวิดและซาโลมอน (2 ซมอ. 8:3; 1 พกษ 4:21) เขตแดนนี้ต้องสูญเสียไปในที่สุด แต่ก็ยังได้รับการยืนยันจากบรรดาผู้เผยพระวจนะว่าเป็นพระสัญญาของพระเจ้า (อสย. 27:12; มีคาห์ 7:12). นอกจากนี้ แม่น้ำยูเฟรติสยังเป็นเครื่องหมายทางภูมิศาสตร์ของเขตแดนระหว่างเมโสโปเตเมียกับอัสซีเรีย

แม่น้ำของสวนเอเดน ซึ่งประกอบด้วยแม่น้ำยูเฟรติสและไทกริส เป็นสัญญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่พระเจ้าประทานให้ (ปฐก. 2:10-14) แนวความคิดนี้ยังครอบคลุมไปถึงภูเขาซีโยน ซึ่งเล็งถึงพระพรของพระเจ้า (สดด.46:4; อสค.47:5-12) และเยรูซาเล็มใหม่ (วว.22:1-2)

คำว่าแม่น้ำ มักถูกใช้เพื่อแสดงถึงความปีติยินดีของพระเจ้า (สดด.36:8) สันติสุข (อสย.48:18; 66:12) ชีวิต (ยน.7:38) น้ำตา (พคค.3:48) ทั้งยังใช้ในความหมายถึงสิทธิอำนาจในการควบคุมเหนือธรรมชาติของพระเจ้า (สดด.107:33; อสย.42:15)
________________________________________

บางคนใช้คำนี้ หมายถึง การฟื้นฟู เราอยู่ในแม่น้ำของพระเจ้าจึงหมายถึง เราอยู่ในคลื่นการฟื้นฟูของพระเจ้า
________________________________________

เหมือนดังบทเพลงที่ร้องกันอย่างแพร่หลายว่า "สายน้ำไหลหลาก จากบนภูเขา นำเอาความชื่นบานสู่ทุก ๆ ที่ที่ผ่านไป" แม่น้ำแห่งชีวิตนี้ คือการเคลื่อนของพระวิญญาณของพระเจ้าในการฟื้นฟู (อสค.47) ได้นำเอา
“...วาระพักผ่อนหย่อนใจ...มาจากพระพักตร์พระเจ้า” (กจ 3:19) จริง ๆ




แต่แม่น้ำของพระเจ้าเป็นมากกว่าความชื่นบาน ในขณะที่หลายคนพอใจเพียงแค่ยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ อยู่ในการทรงสถิตย์ของพระเจ้า แต่แม่น้ำไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่นั้น แม่น้ำยังทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อแหล่งน้ำในที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แม่น้ำต้องไหลออกไปในธรรมชาติ แม่น้ำไม่ได้เพียงแต่ไหลไปไหลมาเท่านั้น แต่จะต้องไหลไปสู่ทะเล มหาสมุทร หรือแม่น้ำสายอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน

การฟื้นฟูไม่ได้จบแค่มีประสบการณ์ แล้วจบในตัวเองแค่นั้น แต่ต้องหมายถึงการขยายออกไป โดยการชำระในแม่น้ำแห่งการฟื้นฟู เราจะได้รับการชำระให้สะอาด ยอมจำนนที่จะเคลื่อนไปกับพระวิญญาณ ได้รับความสดชื่น และได้ใช้ของประทาน

ยิ่งกว่านั้น แม่น้ำแห่งการฟื้นฟูที่แท้จริงจะต้องขยายออกไปยังดินแดนที่แห้งแล้ง และไปถึงคนที่หลงหาย ไม่ใช่จบแค่ในคริสตจักร หรือเซลของเรา

เช่นเดียวกับแม่น้ำที่ต้องมีทางออก แม่น้ำก็ต้องมีต้นน้ำด้วย และต้นน้ำต้องอยู่สูงกว่าแม่น้ำเอง มันอาจไหลลงมาจากภูเขา แต่มันก็จะไม่หยุดอยู่ตรงนั้น มันจะไหลลงไปสู่ที่ต่ำกว่า ไปยังหุบเขา เมื่อมันไหลอย่างอิสระ แม่น้ำของพระเจ้าจะเชื่อมความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า (ภูเขา) ไปยังที่ที่ต้องการ (หุบเขา) ภูเขายิ่งสูง น้ำยิ่งไหลแรง หุบเขายิ่งลึง น้ำก็ยิ่งไหลแรง น้ำยิ่งไหลแรง อำนาจของมันก็ยิ่งมาก

แม่น้ำไม่ไหลสะเปะสะปะ มันมีทิศทางของมัน น้ำไม่เคยไหลจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตก หรือไหลขึ้นแล้วไหลลงอย่างไร้จุดหมาย มันมีระเบียบของมัน ไหลไปตามทางของมัน และไหลไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก สิ่งเหล่านี้ เปรียบเหมือนกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและการยอมจำนนในพระกาย เมื่อมันออกนอกลู่นอกทางอย่างควบคุมไม่ได้ ก็จะก่อให้เกิดน้ำท่วม ถึงแม้ว่าจะมีหลายคนมองการฟื้นฟูว่าเป็นความบ้าคลั่งที่ไร้ระเบียบ

แม่น้ำช่วยเปลี่ยนสภาพทางภูมิศาสตร์ สร้างให้เกิดความสวยงาม ช่วยขัดให้หินเรียบลื่นขึ้น นำสิ่งต่าง ๆ ลงมาจากภูเขา สร้างความประทับใจในรูปแบบต่าง ๆ ที่มันไหลผ่านไป นี่เป็นภาพของการฟื้นฟูที่แท้จริง ซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตของเรา และคนรอบข้างที่ได้สัมผัสชีวิตของเรา เราจะไม่เป็นเหมือนเดิม อีกต่อไป

แม่น้ำสามารถเป็นแหล่งของพลังงานเมื่อถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งหมายถึงความมีวินัยฝ่ายวิญญาณ แต่เพราะว่าแม่น้ำต้องไหลไป มันจึงไม่มีรูปแบบ ไม่สามารถตรึงเอาไว้ (ไม่มีแม้น้ำแข็ง มีแต่ทะเลสาปแข็งเป็นน้ำแข็ง เพราะแม่น้ำไหลตลอดเวลา แต่ทะเลสาปอยู่นิ่ง ๆ)

• แม่น้ำจะนำเอาสิ่งที่ไม่ขัดขืนมัน ยอมไหลตามมันไปด้วย แค่เพียงแต่อยู่ในแม่น้ำเฉย ๆ เท่านั้น โดยไม่ขัดขืน เช่นเดียวกัน พระเจ้ามีวิธีการของพระองค์ในการเคลื่อนในเรื่องการฟื้นฟู สิ่งที่เราต้องทำมีอย่างเดียวคือ เชื่อฟังและทำตาม ไหลไปตามกระแสของมัน อย่าดื้อดึง แล้วมันจะพาเราไปเอง

• แม่น้ำไม่ได้ไหลเป็นเส้นตรง มันโค้งไปมา ทางของพระเจ้าก็เช่นกัน ไม่สามารถคาดเดาได้ พระองค์ไม่ได้ทำอย่างเดียวกันทุกครั้ง ไม่เช่นนั้น เราคงสามารถผลิตการเคลื่อนของพระเจ้าได้เอง (มีคนเคยพยายามแล้ว แต่ไม่สำเร็จ!)




โดยธรรมชาติแล้ว ความลึกของแม่น้ำมักจะสัมพันธ์กับความกว้าง ยิ่งเราลึกกับพระเจ้ามากเท่าไหร่
• หมายสำคัญและการอัศจรรย์ก็ยิ่งมากเท่านั้น เช่น การรักษาโรค การเผยพระวจนะ ขึ้นอยู่กับระดับของการไหลไปกับการฟื้นฟู ยิ่งมาก เราก็จะมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจมาก

• แม่น้ำชะล้างให้สะอาด แน่นอนว่านี่เล็งถึงความบริสุทธิ์ แม่น้ำแห่งชีวิตนั้นจะใสราวกับกระจก (วว.22:1) เพราะว่าน้ำนั้นไม่เปื้อนโคลน จึงไม่มีสิ่งในโลกนี้ปะปนมากับน้ำ

แม่น้ำแห่งชีวิต รักษาชีวิตที่อาศัยอยู่ในนั้น และนำน้ำแห่งชีวิตไปยังทุก ๆ ที่ที่มันไป ดังที่เอเศเคียล 47:7-9 กล่าวว่า “ต้นไม้มากมายอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำทั้งสองฟาก …แม่น้ำนั้นไปถึงที่ไหน สัตว์มีชีวิตที่อยู่กันเป็นฝูงก็จะมีชีวิตได้ และที่นั่นมีปลามากมาย เพราะว่าน้ำนี้ไปถึงที่นั่นน้ำทะเลก็จืด เพราะฉะนั้นแม่น้ำไปถึงไหน ทุกสิ่งก็มีชีวิต”


วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

ผู้นำกับผู้จัดการ

ผู้นำกับผู้จัดการ


ผู้นำจะมีบุคลิคหนึ่งคือ เขามีไอเดีย วิสัยทัศน์ นิมิต ตลอดเวลา บางทีอยู่กับเขา เราจะงงว่าเขาจะเอาอะไรกันแน่ นี่คือจุดที่เราต้องเข้าใจ เพราะผู้นำเขาจะมองทุกอย่างเป็นโอกาส และมีอะไรใหม่ ๆ เสมอ

สิ่งที่ผู้นำต้องมีคือ เขาควรถามพระเจ้าว่าพระเจ้าทรงเรียกเขาให้ทำอะไร และรู้จังหวะเวลา ว่าจะทำอะไรก่อน หลัง หากผู้นำไม่รู้การทรงนำหรือการทรงเรียก เขาจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามที่สิ่งแวดล้อมกระตุ้นนิมิตและสมองของเขา หรือโดยธรรมชาติของการนำ เขาจะมีอะไรใหม่เรื่อย ๆ ดังนั้นผู้นำที่ประสบความสำเร็จนั้น เขาต้องมีผู้จัดการที่ดี

ผู้จัดการจะนำเอานิมิต ภาระ สิ่งที่ผู้นำต้องการมาแยกแยะรายละเอียด และลำดับความสำคัญก่อนหลัง เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จได้ ดังนั้นเราจะเห็นผู้จัดการและผู้นำภายในคนเดียวน้อยมาก ยิ่งจะทำการใหญ่ต้องมีสองคนนี้เสมอไป เพราะผู้นำมักใช้ปาก ท้าทาย แต่ทำไม่เก่ง ไม่ได้ แต่ผู้จัดการใช้ทักษะ สมอง ระดมคน เงิน มาจำแนก ทำให้นิมิตผู้นำสำเร็จ

แต่สองคนนี้จะขาดกันไม่ได้ เพราะผู้จัดการแม้จะเก่งแค่ไหน แต่ท่านไม่ใช่ผู้นำ ท่านพูดท้าทายอะไร มวลชนก็จะไม่ตาม เพราะไม่ใช่ผู้นำ ท่านถูกเรียกมาให้จัดการนิมิตผู้นำให้สำเร็จ วันนี้ท่านคิดดูว่า ท่านเป็นผู้นำหรือผู้จัดการ
ทุกคนเป็นผู้นำได้ ตอนสาม ไม่มีวิธีไหนดีที่สุด

เราหลายคนนำคนโดยการแบ่งหน้าที่แบบหัวหน้าลูกน้อง หรือ Organization chart การบริหาร แบบบริษัททั่วไป แต่ผมขอเสนอแนวทางในการนำอีกแนวทางหนึ่ง

แต่ขอบอกก่อนว่าการนำแบบใดแบบหนึ่ง ไม่อาจเป็นคำตอบได้ เพราะขึ้นอยู่กับผู้ตาม หากท่านเจอผู้ตามที่ค่อนข้างดื้อ เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ฟังใครล่ะ ท่านจะนำเขาอย่างไร

หรือท่านเจอผู้ตามที่เอกเทศน์ ชอบวิพากวิจารย์ คิดแต่เรื่องลบ ๆ ล่ะ หรือเจอผู้ตามที่ดีหน่อย เชื่อฟังและเป็นผู้ตามที่ดี แต่ไม่ค่อยคิดสร้างสรรค์ รอคำสั่งอย่างเดียว ท่านจะทำอย่างไร

ผมจึงบอกก่อนเลยว่าเราจะใช้วิธีเดียวนำคนกลุ่ม ๆ หนึ่งไม่ได้ หรือบอกว่าวิธีนี้ดีที่สุด หรือดีกว่าวิธีอื่นไม่ได้ ครับ มันอยู่ที่สถานการณ์และคน เพราะคนมีตัวแปรหลายอย่างในตัวเขา ทั้งเรื่องครอบครัว การเงิน นิสัยส่วนตัว

ผมจึงอยากบอกว่าไม่มีวิธีไหนดีที่สุด แต่อยากบอกว่าเราจะปรับ ประยุกต์ หาวิธีที่เหมาะสมที่ดี ในการนำขณะนั้น จะทำให้ท่านแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะไม่ได้ดีที่สุด เพราะสุดท้ายหัวใจของการเป็นผู้นำ คือ เอาชนะใจทีมงานและรักทีมงาน ซึ่งพวกเขาจะสัมผัสได้ครับ
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

ทุกคนเป็นผู้นำได้ ตอน 1- ผู้นำมีหลายแบบ

อย่าดูถูกตัวเองนะครับ ว่าท่านไม่ใช่ผู้นำ เพราะในความหมายของผม ผมคิดว่า ทุกคนเป็นผู้นำได้ เพียงแต่ว่า ท่านจะมีศักยภาพในการนำระดับไหน และจำนวนแค่ไหน

แต่หากท่านนำ สอน ชี้แนะ สักหนึ่งคนขึ้นไป ท่านก็เป็นผู้นำแล้ว ดังนั้น ในบทความของผม อยากจะหนุนใจ ผู้นำทุกระดับ เพราะคนหนึ่งคนที่ติดตามท่านนั้นมีค่ามาก มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องของคนสองคน ที่ผู้ตามยินดีตามท่าน และท่านเองยินดีที่จะนำเขา

ดังนั้น ขบวนการนำจึงเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีผู้นำและผู้ตาม ในที่นี้ยังรวมไปถึงช่วงระยะเวลาในการนำ เพราะในการนำนั้น ผู้นำมีหลายแบบครับ เช่น เป็นผู้ชี้นำ ฝ่ายจิตใจ กำลังใจ หรือจิตวิญญาณ หรือนำในรูปแบบเป็นโค้ช หรือผู้ให้คำปรึกษา หรือรูปแบบเป็นแม่แบบ หรือในรูปแบบพี่เลี้ยงที่อยู่เคียงข้าง หรือรูปแบบของครูในชั้น หรือแบบพ่อแม่ฝ่ายวิญญาณ (สำหรับกลุ่มที่เชื่อในศาสนา) หรือในรูปแบบผู้สนับสนุน

แต่ละบทบาทก็ทำหน้าที่ต่างกัน และมีวาระเวลาต่างกัน บางคนอาจอยู่ช่วงสั้น หรือยาว บางคนอาจทำได้ทั้งสอง หรือสามแบบ บางคนอาจทำได้แบบเดียว บางคนอาจอยู่กับเรานานมาก บางคนเหมือนลิขิตจากสวรรค์ (พระเจ้า)ส่งมาให้ภายในเวลาช่วงสั้น ๆ แต่ทั้งหมด ล้วนมีผลดีต่อชีวิตของเราทั้งสิ้น ครับ เพราะไม่มีเรื่องบังเอิญ ในชีวิต คริสเตียน

ในส่วนของท่าน มีคนรอบข้าง การนำแต่ะคนก็จะต่างกันไป พวกเขาไม่ใช่หุ่นยนต์ หรือตุ๊กตา ที่เราจะจับพวกเขาให้เหมือนกันหมด เท่ากันหมดในศักยภาพหรือความเข้าใจ ดังนั้นในการนำย่อมมีวิธีการ ศิลปะ ที่จะนำคนหลากหลาย และหลากความสามารถเหล่านี้ให้เติบโต ได้อย่างสมดุลย์ครับ

Visitor counter